Posted by pakorn on Aug 25, '06 8:05 AM for everyone
ผมชื่อ ดัก คอบบ์ ผมเป็นหัวหน้าหน่วยกู้ภัยและผู้จัดการด้านพิบัติภัยของทีมกู้ภัยนานาชาติแห่งสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทีมกู้ภัยที่มีประสบการณ์มากที่สุดในโลก ข้อมูลในบทความนี้จะช่วยชีวิตคนในกรณีแผ่นดินไหว

ผมเคยคลานเข้าไปในตึกที่ถล่มมา 875 ตึก เคยทำงานกับหน่วยกู้ภัยจาก 60 ประเทศ ก่อตั้งหน่วยกู้ภัยในหลายประเทศ และเป็นเหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญด้านการอพยพผู้คนกรณีเกิดพิบัติภัยขององค์การสหประชาชาติมา 2 ปี ผมได้ทำงานกับพิบัติภัยใหญ่ๆ ในโลกมาตั้งแต่ปี 1985

เราได้ทำภาพยนต์ขึ้นมาเรื่องหนึ่งซึ่งได้พิสูจน์ว่าวิธีการรักษาชีวิตของผมถูกต้อง เราได้ถล่มโรงเรียนและบ้านที่มีหุ่นมนุษย์ 20 ตัวอยู่ภายใน หุ่น 10 ตัว "มุดและหาที่กำบัง" และอีกสิบตัวใช้วิธีการรักษาชีวิตแบบ "สามเหลี่ยมชีวิต" ของผม หลังจากแผ่นดินไหวทดลอง เราคลานผ่านซากปรักหัก พังและเข้าไปในตึกเพื่อถ่ายภาพและเก็บข้อมูลของผลที่เกิด ในภาพยนต์แสดงให้เห็นว่าอัตราการอยู่รอด ของพวกที่มุดและหาที่กำบังคือศูนย์ และโอกาสรอด 100% สำหรับพวกที่ใช้วิธี "สามเหลี่ยมชีวิต" ของผม

ภาพยนต์ชุดนี้ได้ผ่านสายตาของผู้ชมโทรทัศน์เป็นล้านๆ คนในตุรกี และส่วนที่เหลือของยุโรป เคยออกอากาศทางโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกา คานาดาและลาตินอเมริกา

ตึกแห่งแรกที่ผมได้คลานเข้าไปคือโรงเรียนแห่งหนึ่งในเมืองเม็กซิโกซิตี้ในแผ่นดินไหวปี 1985 เด็กทุกคนอยู่ใต้โต๊ะเรียน เด็กทุกคนถูกอัดแบนจนกระดูกแหลก พวกเขาอาจจะมีชีวิตรอดด้วยการนอนราบกับพื้นตรงบริเวณทางเดินข้างๆ โต๊ะเรียนของตัวเอง

ในเวลานั้น เด็กๆ ได้รับคำแนะนำให้หลบใต้อะไรบางอย่าง อธิบายอย่างง่ายๆ เมื่อตึกถล่ม น้ำหนักของเพดานที่ตกลงมาบนสิ่งของหรือเครื่องเรือนที่อยู่ภายในจะทับทำลายสิ่งของเหล่านั้น เหลือที่ว่างหรือช่องว่างข้างๆ มัน ที่ว่างเหล่านี้คือสิ่งที่ผมเรียกว่า "สามเหลี่ยมชีวิต" สิ่งของชิ้นยิ่งใหญ่ ยิ่งแข็งแรง โอกาสถูกทับอัดยิ่งน้อย โอกาสที่สิ่งของถูกทับอัดยิ่งน้อยช่องว่างก็จะยิ่งใหญ่ขึ้น โอกาสที่คนที่อาศัยช่องว่างเหล่านั้นหลบภัยจะไม่เป็นอันตรายก็ยิ่งมาก

ครั้งต่อไปที่คุณดูอาคารที่ถล่มในโทรทัศน์ ลองนับ "สามเหลี่ยม" ที่เกิดขึ้นที่คุณเห็นดู มันมีอยู่เต็มไปหมดทุกที่ เป็นรูปทรงที่เห็นได้มากที่สุดอยู่ทั่วไป

สิบวิธีเพื่อความปลอดภัยยามแผ่นดินไหว
1) เกือบทุกคนที่ "มุดและหาที่กำบัง" เมื่ออาคารถล่มถูกทับอัดจนตาย คนที่เข้าไปอยู่ใต้สิ่งของ อาทิ โต๊ะหรือรถยนต์ถูกอัดทับ
2) แมว หมา และเด็กทารก โดยธรรมชาติมักจะขดตัวในท่าเหมือนอยู่ในครรภ์มารดา คุณควรทำเช่นกันในกรณีแผ่นดินไหว มันเป็นสัญชาติญาณเพื่อความปลอดภัย/รักษาชีวิต คุณสามารถมีชีวิตรอดในช่องว่างที่เล็กกว่า ไปอยู่ข้างๆ สิ่งของ ข้างเก้าอี้โซฟา ข้างของหนักๆ ชิ้นใหญ่ๆ ที่จะบี้แบนไปบ้างแต่ยังเหลือที่ว่างข้างๆ มันไว้
3) อาคารไม้เป็นสิ่งก่อสร้างที่ปลอดภัยที่สุดที่จะอยู่ภายในขณะแผ่นดินไหว ไม้มีความยืดหยุ่นและเคลื่อนตัวตามแรงของแผ่นดินไหว ถ้าอาคารไม้จะถล่มจะเกิดช่องว่างขนาดใหญ่เพื่อช่วยชีวิตและอาคารไม้ยังมีน้ำหนักทับทำลายที่เป็นอันตรายน้อยกว่า อาคารอิฐจะแตกพังเป็นก้อนอิฐมากมาย ก้อนอิฐเหล่านี้เป็นสาเหตุของการบาดเจ็บ แต่จะทับอัดร่างกายน้อยกว่าแผ่นคอนกรีต
4) หากคุณกำลังนอนอยู่บนเตียงตอนกลางคืนและเกิดแผ่นดินไหว เพียงกลิ้งลงจากเตียง ช่องว่างที่ปลอดภัยจะเกิดรอบๆ เตียง โรงแรมจะสามารถเพิ่มอัตราผู้รอดชีวิตจากแผ่นดินไหวได้ โดยเพียงติดป้ายหลังประตูในทุกห้องพักบอกให้ผู้เข้าพักนอนราบกับพื้นข้างๆ ขาเตียงระหว่างแผ่นดินไหว
5) หากมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นและคุณไม่สามารถหนี้ออกมาง่ายๆ ทางประตูหรือหน้าต่าง ก็ให้นอนราบและขดตัวในท่าทารกในครรภ์ข้างๆ เก้าอี้โซฟาหรือเก้าอี้ตัวใหญ่ๆ
6) เกือบทุกคนที่อยู่ตรงช่องประตูตอนตึกถล่มไม่รอดเพราะอะไร? หากคุณยืนอยู่ตรงช่องประตูและวงกบประตูล้มไปข้างหน้าหรือข้างหลัง คุณจะโดนเพดานด้านบนตกลงมาทับ หากวงกบประตูล้มออกด้านข้าง คุณจะถูกตัดเป็นสองท่อนโดยช่องประตู ไม่ว่ากรณีไหน คุณไม่รอดทั้งนั้น!
7) อย่าใช้บันไดเด็ดขาด บันไดมี "ช่วงการเคลื่อนตัว" ที่แตกต่างไป (บันไดจะมีการแกว่งแยกจากตัวอาคาร) บันไดและส่วนที่เหลือของตัวอาคารจะชนกระแทกกันอย่างต่อเนื่องจนเกิดปัญหากับโครงสร้างของบันได คนที่อยู่บนบันไดก่อนที่บันไดจะถล่มถูกตัดเป็นชิ้นโดยชั้นบันได--ถูกแยกส่วนอย่างน่าสยดสยอง ถึงอาคารจะไม่ถล่มก็ควรอยู่ห่างบันไดไว้ บันไดเป็นส่วนของอาคารที่มีโอกาสถูกทำให้เสียหาย ถึงแม้แผ่นดินไหวจะไม่ได้ทำให้บันไดถล่ม มันอาจถล่มในเวลาต่อมา เมื่อรับน้ำหนักมากเกินไปจากคนที่กำลังหนี มันควรได้รับการตรวจสอบความปลอดภัยเสมอ ถึงแม้ส่วนที่เหลือของอาคารจะไม่ได้รับความเสียหายก็ตาม
8) ไปอยู่ใกล้กำแพงด้านนอกของอาคารหรือออกจากอาคารถ้าเป็นไปได้ จะเป็นการดีกว่ามากที่จะอยู่ใกล้ส่วนนอกของอาคารมากกว่าจะอยู่ที่ส่วนในของอาคาร คุณยิ่งอยู่ลึกเข้าไปหรือไกลจากบริเวณภายนอกของอาคารมากเท่าไหร่ โอกาสที่ทางหนีของคุณจะถูกปิดกั้นยิ่งมีมาก
9) คนที่อยู่ภายในรถยนต์ถูกทับอัดเมื่อถนนด้านบนตกลงมาเพราะแผ่นดินไหวและทับรถของพวกเขานี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับแผ่นคอนกรีตระหว่างชั้นของถนนหลวงนิมิทซ์ ผู้เคราะห์ร้ายทั้งหมดจากแผ่นดินไหวที่ซานฟรานซิสโกอยู่ในรถของตัวเอง พวกเขาตายทั้งหมด พวกเขาสามารถมีชีวิตรอดได้ง่ายๆ ด้วยการออกจากรถและนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างๆ รถตัวเอง คนที่ตายทุกคนอาจรอดได้ถ้าพวกเขาสามารถออกจากรถ และนั่งหรือนอนราบอยู่ข้างรถตัวเอง รถที่ถูกทับอัดทุกคันมีช่องว่างสูง 3 ฟุตอยู่ข้างๆ ยกเว้นรถที่ถูกเสาคาดตกทับกลางคันรถ
10) ผมค้นพบ--ขณะที่คลานเข้าไปในซากสำนักงานหนังสือพิมพ์และสำนักงานอื่นที่มีกระดาษจำนวนมาก--ว่ากระดาษไม่อัดตัว จะพบช่องว่างขนาดใหญ่รอบๆ กองกระดาษที่เรียงทับซ้อนกัน

Posted by pakorn on Aug 25, '06 7:21 AM for everyone
เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังเพื่อเป็นวิทยาทานนะคะ

เรามี login ของพันทิพย์อยู่แต่ถอดออก เราก็อายเป็นเหมือนกันค่ะ เราไม่อยากจะโทษโดยตรงว่า
ระบบของมือถือนั่นเป็นสาเหตุหลักของเรื่องที่เกิดในครั้งนี้

จะเริ่มเล่าตั้งแต่แรกเลยค่ะ เราเป็นคนหนึ่งที่อยู่ต่างจังหวัดเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยชื่อดัง ตอนนี้อยู่ปี 3 แล้ว มาฝึกงานที่มหาวิทยาลัยรัฐชื่อดังฝั่งรังสิต เมื่อวานซืน หลังเลิกจากฝึกงาน เราก็คิดว่าอยากจะไปซื้อของใช้ที่ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต ในขาไป เราเดินทางกับรถตู้ขสมก. ไปถึง แล้วก็ซื้อของตามปกติ

แต่ตอนกลับนั้น เราคิดว่า เรากลับ taxi ดีกว่า เพราะระยะใกล้ แล้วรถโดยสารในมหาวิทยาลัยก็หมดแล้วด้วย ( ยังไม่ดึกมากค่ะ แค่ ทุ่มครึ่ง ) ตอนเราขึ้นรถ taxi นั้นเราก็ทำตามเคยค่ะ โทรศัพท์ไปบอกที่บ้านว่าเราขึ้นรถ taxi สีอะไร เบอร์อะไร เลขที่อะไร

แต่วันนั้นค่ะ โทรศัพท์ โทรไม่ได้เลย Network busy ตลอด เรากดอย่างต่อเนื่อง ( เราใช้ระบบ
GSM ค่ะ พูดได้เต็มปาก )หลังจากนั้น ไอชั่ว taxi มันก็ถามเราว่า " โทรไม่ติดหรอ จะโทรหาใคร "
เราก็ไม่ตอบไป เพราะเราไม่ชอบคุยกับ taxi อยู่แล้ว

แต่พอถึงสะพานตอนกลับนั้น เกือบจะถึงมหาวิทยาลัยแล้ว มันบอกว่า "ไปด้านข้างดีกว่า ใกล้กว่า "
เราก็ไม่คิดอะไร ใช่ มันใกล้กว่าจริงๆ แต่แล้วมันก็แกล้ง ( ตอนนั้นไม่รู้ ) ขึ้นสะพานผิด ก็เลยวนไปอีกทาง ที่ไหนได้ มันไปจอดรถข้างทางที่ป่ารกๆ หน่อย " เราถามว่าจอดทำไม กลับรถไปเดี๋ยวนี้นะ " รู้มั๊ยคะ ตอนนั้นเราพยายามโทรศัพท์ โทรครั้งแล้วครั้งเล่าตั้งแต่ออกรถมา โทรไม่ออกเลย Network busy หลังจากนั้นไม่ต้องเล่าต่อนะคะ เราเป็นผู้หญิง เราสู้เค้าไม่ได้หรอกค่ะ

ใช่ค่ะ "เราโดนข่มขืน" เราแค้นมากเลย ตอนนี้ยังน้ำตาไหลไปด้วย ตอนที่เค้าทำเรา มือเรายังพยายามกดโทรออก ทำยังไงก็ไม่ติด

เราต้องยอมเค้า เรากลัวเค้าทำร้ายเรา พอมันข่มขืนเราเสร็จ มันก็มาส่งเราที่ประตูข้างมหาวิทยาลัย
เราก็รีบไปซื้อยา โพสตินอร์มากิน เพื่อนๆ รู้ใช่มั๊ยว่ายานี้แรงขนาดไหน มดลูกเราอาจจะพังไปเลยก็ได้

ตอนนี้เราไม่แจ้งความ หรือไม่ทำอะไรทั้งสิ้น เพราะคำเดียว เราไม่อยากไปหาตำรวจ เพราะเค้าช่วยอะไรเราไม่ได้หรอก ได้แต่ถามคำถามที่สะเทือนใจเราทั้งนั้น เราอยากย้อนไปว่า ถ้าเราโทรบอกพ่อแม่เราได้ตอนนั้น เราจะเป็นแบบนี้หรือไม่ หรือเราโง่เองที่ทำให้เค้ารู้ว่ามือถือเราโทรไม่ออก เราน่าจะแกล้งทำเป็นโทรติดแล้วพูดไปเรื่อยๆให้มันตายใจ เราไม่ได้คิดเองว่ามันอันตรายเพียงแค่คิดว่า ระยะแค่นี้ไม่เป็นไรหรอก ที่ตั้งกระทู้นี้ อยากเตือน ผู้หญิงทุกคนค่ะ ให้ระวัง

**ช่วยส่งต่อกระทู้นี้ให้คนที่รักอ่านด้วยนะคะ เค้าจะได้ระวังตัว**

Posted by pakorn on Aug 25, '06 7:15 AM for everyone
เรื่องมีอยู่ว่า วันนี้เลย (1 กุมภาพันธ์ 2549) ผมได้ขับรถกลับบ้านโดยใช้ถนนเส้นสะพานพระราม 5
ต่อด้วยถนนราชพฤกษ์ หรือพระราม 5 - สาธร ขณะที่ผมขับมาเวลาประมาณ 19.30น.หรือทุ่มกว่าๆ ผมขับข้ามสะพานพระราม 5 มาเรื่อยๆจนถึงประมาณ ตรงข้ามร้านอาหารเสวยโดยผมขับอยู่ช่องทางขวาสุดใช้ความเร็วพอประมาณ ซักร้อยนิด ๆ ผมมองกระจกหลังสังเกตว่าว่ารถขับตามมา
แต่ไม่ได้คิดอะไร จนผมเปลี่ยนเลนส์จากขวาสุดเข้าซ้ายเพื่อออกทางขนานเพื่อเลี้ยวเข้าวงเวียนแล้ว
เลี้ยวซ้ายไปถนนราชพฤกษ์ หรือพระราม 5 - สาธร มุ่งหน้าสาธร รถคันดังกล่าวขับจี้ผมตอนแรกก็คิดว่าจะแข่งด้วยเพราะรถผมก็แต่งนิดๆ รถคันดังกล่าว แซงประกบทางด้านขวาตีคู่กับผม คนนั่งตอนหลังเปิดกระจกพร้อมชี้ที่ล้อหลังขวา

ตอนแรกผมนึกว่าปิดประตูไม่สนิทเพราะก่อนออกจากที่ทำงานเปิดไว้ของ จึงชิดซ้ายแล้วเอื้อมปิดประตู ขณะนั้นเองคนนั่งหลังที่ชี้ยางรถผมวิ่งลงมาแล้วบอกว่ายางรถด้านซ้ายผมแบน ตอนแรกก็เกือบลงไปดูแต่คิดได้ว่าขณะขับมามันไม่มีอาการผิดปกติ และยางผมก็ใหม่ จึงรู้ได้เลยว่าท่าไม่ดีแน่

เพราะคนที่ลงมาท่าทางไม่น่าไว้วางใจ เลยออกรถมาจากตรงนั้นเพราะเปลี่ยวมากและรถเส้นนี้ขับเร็ว ไม่มีใครสนใจใครแน่นอน ผมจึงขับมาจากตรงนั้นโดยรถคันก็ยังขับมาผมจึงตัดสินจอดหน้าหมู่บ้านหนึ่งซึ่งมีรปภ.อยู่ แล้วลงมาดูยางปรากฏว่า ยางรถไม่ได้เป็นอะไรเลย รถคันนั้นก็จอดดูผมห่างไปประมาณ 50 ม. ที่นี้ชัวร์เลย พอยามเดินมาดูรถผมรถคันดังกล่าวก็ขับออกไป ผมก็เลยขับกลับบ้านต่อ พอเลยมาอีกหน่อย รถคันดังกล่าวก็จอดรอทางซ้ายอีกผมจึงขับเร็วมากเพื่อไม่ให้ตามได้ จึงอยากเตือนผู้ใช้รถไว้ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างผม ถ้าผมลงจากรถจะเป็นอย่างไรไม่อยากนึกต่อเลย ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง
1. ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อย่างลงจากรถเด็ดขาด
2. ขับรถต้องล็อครถทุกครั้ง
3. ถ้าจะจอดต้องไม่จอดที่เปลี่ยวมีผู้คนอยู่เยอะหน่อยหรือสว่าง
4. ถ้ายางเกิดแตกจริงยอม บด เลยดีกว่า ยางเสีย แม็กเสีย ซ่อมได้ ซื้อใหม่ได้ แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นไม่คุ้มกัน อาจเสียมากกว่าค่ายางหรือค่าซ่อมแม็กซ์ หรืออาจไม่มีโอกาสได้ซ่อม ยอมฝืนขับจนถึงที่มีคนดีกว่า
5. ขับรถคนเดียวต้องใช้ความระมัดระวังอย่างขับเพลิน มองกระจกรอบคันบ่อย สังเกตอาการรถตัวเองตลอดทาง

ขอเตือนเพื่อนละกันครับ รถที่ต้องสงสัย เป็น โฟล์ค พาสสาท ครับ สีฟ้าน้ำทะเล ใครขับเจอลักษณะเหตุการณ์ คล้ายกันสันนิฐานไว้ก่อนได้เลย และใครใช้ถนนเส้นนี้ระวังหน่อยครับ มันเปลี่ยวและมืด
ไม่อยากคิดเลยว่าลงไปจะเป็นอย่างไร ผมได้แจ้งลงบันทึกประจำวันเป็นที่เรียบร้อยเพื่อเป็นข้อมูลให้เจ้าหน้าที่พี่ตำรวจยังบอกเลยว่าผมถือว่าโชคดี

ระวังหน่อยนะครับเดี่ยวนี้มีสารพัดรูปแบบ !!!!!!!!

Posted by pakorn on Aug 11, '06 4:11 AM for everyone

© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help